โอไมครอน โควิดสายพันธุ์ใหม่ เชื้อไวรัสที่ควรระวังมากที่สุด

เชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ก่อนหน้านี้ถูกมองว่าไม่น่ากลัว ก็ได้มาพบเจอกับสายพันธุ์ โอไมครอน เพราะว่าก่อนหน้านี้ไวรัส โควิด19 ไม่มีการส่งผลแทรกซ้อนที่รุนแรงต่อชีวิตมาสักพักแล้ว ทำให้มีสายพันธุ์ใหม่วิวัฒนาการเข้ามาแทนที่ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกครั้งทั่วโลกอย่างรวดเร็ว รวมถึงมีผลการศึกษาวิจัยออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลาย ๆ คนเกิดความสงสัยว่าแท้จริงแล้ว โควิดสายพันธุ์ โอไมคอน หรือ โอมิครอน นั้น น่ากลัวกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ ที่เราเจอกันก่อนหน้านี้จริงหรือ? แล้ววัคซีนที่เราฉีดไปมากมาย 2 โดส 3 โดส หรือปัจจุบันถูกเพิ่มขึ้นเป็น 4 โดสนั้น ยังจะสามารถต้านเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้อยู่จริงไหม เรามีคำตอบให้ทุกคนที่สงสัย โดยถอดมาจากทีมวิจัยในหลาย ๆ มหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น ทีมวิจัยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮ่องกง และอื่น ๆ อีกมากมาย

โอไมครอน

ก่อนจะมาเป็น โอไมครอน ไวรัสโคโรนา หรือ Covid-19 คืออะไร

โอไมคอน เป็นสายพันธุ์ที่วิวัฒนาการเชื้อไวรัสที่มาจาก ไวรัสโคโรนา หรือ Covid-19 เป็นไวรัสที่ถูกพบครั้งแรกในปี 1960 แต่ก็ยังไม่ทราบแหล่งที่มาอย่างชัดเจนว่ามาจากที่ใด แต่เป็นไวรัสที่สามารถติดเชื้อได้ทั้งในมนุษย์และสัตว์ ปัจจุบันนั้นมีการค้นพบไวรัสพันธุ์นี้แล้วทั้งหมด 6 สายพันธุ์ ที่กำลังแพร่ระบาดหนักทั่วโลกในตอนนี้ ส่วนสายพันธุ์ที่กำลังระบาดหนักในโลกตอนนี้นับเป็นสายพันธุ์ที่ 7 จึงถูกเรียกว่าเป็น ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และในภายในหลังก็ถูกตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า โควิด-19 (Covid-19) นั่นเอง

ทำความรู้จักโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ “โอไมครอน

งานวิจัยจากทีมแพทย์ทั่วโลกพบว่า โควิด-19 สายพันธุ์โอไมคอน มีการกลายพันธุ์มากถึง 50 ตำแหน่ง และมีการกลายพันธุ์บนโปรตีนหนาม หรือ Spike Protein จำนวน 32 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นเหตุทำให้ไวรัสชนิดนี้สามารถแพร่กระจายและติดต่อได้รวดเร็ว และยังทำให้ตัวไวรัสนั้นมีความสามารถที่จะหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้อีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นลักษณะเด่นของ โอมิครอน หรือ ไอไมครอน เลยทีเดียว

โดยภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อ โควิด-19 สายพันธุ์อื่น ๆ สามารถป้องกันอาการรุนแรง ของอาการข้างเคียงจากการติดเชื้อโอไมคอนได้ แต่จะมีประสิทธิภาพน้อย ในการป้องกันการติดเชื้อโอไมคอนอีกครั้ง โดยความเสี่ยงในการติดเชื้อซ้ำจากสายพันธุ์โอไมคอน นั้น มีมากกว่าสายพันธุ์อื่นถึง 5 เท่า !!!

โอไมครอน vs เดลต้า สายพันธุ์ไหนอันตรายมากกว่ากัน?

จากการวิจัยโดยทีมนักวิจัย คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮ่องกงนั้น ได้ทำการวิจัยระหว่างสายพันธุ์ โอไมคอน และ เดลต้า ที่ติดอันดับเรื่องความรุนแรงในการเจ็บป่วยแก่ผู้ติดเชื้อแล้ว ซึ่งพบว่าโอมิครอนสามารถแพร่กระจายและเพิ่มจำนวนผู้ติดเชื้อได้รวดเร็วกว่าเดลต้า มากถึง 70 เท่าเลยทีเดียว !! และเมื่อเชื้อไวรัสได้ทำการจับกับกลุ่มเซลล์หลอดลม ที่จะมีสิทธิ์ทำให้สายพันธุ์โอไมครอนนี้สามารถแพร่กระจายจากผู้ติดเชื้อสู่บุคคลอื่นได้ง่ายมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ เราควรรู้ไว้ว่าเมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ปอดและยึดเกาะกับเนื้อเยื่อปอดของเราแล้ว จะทำให้จำนวนไวรัสโอมิครอนนั้นมีการทำงานช้าลง และถือว่าช้ากว่าเดลต้าถึง 10 เท่าเลยทีเดียว ซึ่งจากการวิจัยนี้สามารถสรุปได้ว่าทั้งสองสายพันธุ์มีความอันตรายเหมือนกันแต่มีความแพร่กระจายเชื้อที่แตกต่างกันนั่นเอง เพราะแม้เชื้อของโอมิครอน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเชื้อไวรัสสายพันธุ์นี้ไม่อันตราย

CHECKLIST 5 อาการ ที่มักพบในผู้ติดเชื้อโอไมคอน

ความพิเศษของสายพันธุ์โอมิคอน คือสามารถแพร่กระจายได้ง่ายโดยผู้ที่ติดแทบจะไม่รู้ตัวเลยทีเดียว เพราะในบางคนอาจจะไม่แสดงอาการด้วยซ้ำ ทำให้มีคนติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์นี้มากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ก่อนหน้านี้ จะมีการเปิดเผยอาการสำคัญที่มักพบหลังจากติดโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน จะแตกต่างจากสายพันธุ์ อัลฟา เบต้า เดลต้า ไม่ว่าจะเป็นอาการที่ไม่ว่าจะเป็น ไข้สูง ไอ ไม่ได้กลิ่น ไม่รู้รส ปรากฎว่าอาการเหล่านี้มีอาการเบาลง ส่วนอาการอื่นนั้นยังไม่แน่ชัดเท่าที่ควร และล่าสุดได้มีทีมแพทย์จากประเทศแอฟริกาใต้ เป็นประเทศที่ตรวจพบเชื้อโอไมครอนเป็นครั้งแรกของโลก ได้ค้นพบ 5 อาการสำคัญ ดังนี้

  1. เจ็บคอ
  2. ปวดกล้ามเนื้อเล็กน้อย
  3. เหนื่อยง่าย
  4. ไอแห้ง
  5. เหงื่อออกในเวลากลางคืน แม้จะนอนหลับในห้องแอร์ก็ตาม

โดยอาการเหล่านี้มักจะพบทั้งกับกลุ่มคนที่ฉีดวัคซีนแล้ว และผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนอาจจะมีอาการที่รุนแรงกว่าอาจถึงขั้นตอนเข้ารักษาในโรงพยาบาลเลยทีเดียว 

วัคซีนที่เราฉีด สามารถป้องกันโอมิครอน ได้ไหม ?

อีกหนึ่งข้อสงสัย ที่หลายคนยังคงหาคำตอบ ว่าการฉีดวัคซีนโควิดที่เราคาดหวังว่าจะช่วยให้สถานการณ์เหล่านี้ดีขึ้นได้นั้น จะยังสามารถเป็นไปได้อยู่ไหม ? เมื่อเกิดสายพันธุ์ใหม่ อย่างโอไมครอนขึ้นมา!! โดยข้อมูลการวิจัยจาก หัวหน้าที่ปรึกษาด้านการแพทย์ของ ทำเนียบขาว ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้อ้างอิงข้อมูลจากฝั่งแอฟริกาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีน mRNA ชั้นนำของโลกอย่าง ไฟเซอร์ กับ โมเดอน่า แอสตร้าเซเนก้า และ โนวาแวกซ์ไว้ ดังนี้

  • "วัคซีนไฟเซอร์" การฉีดวัคซีนไฟเซอร์ครบ 2 โดส จะสามารถป้องกันการติดเชื้อโอไมคอนได้ 33% เมื่อเทียบกับ เชื้อโควิดสายพันธุ์อื่น ๆ ก่อนหน้านี้ โดยมีผลการทดลองระบุว่าไฟเซอร์ สามารถป้องกันได้ 80% ส่วนประสิทธิภาพใน การลดความรุนแรง ลดอัตราการเข้ารับรักษาในโรงพยาบาล ก็จะอยู่ที่ประมาณ 70% ในขณะที่ทางไฟเซอร์เอง ก็ได้ออกมาบอกว่า การฉีดวัคซีน 2 โดส ประสิทธิภาพอาจไม่เพียงพอ ต่อการต้านโอมิครอน แต่การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น และจะสามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันมากขึ้นถึง 25 เท่าเลยทีเดียว 
  • "วัคซีนโมเดอร์นา" อีกหนึ่งวัคซีน mRNA ที่ประเทศไทยนำเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ก็ได้มีการเปิดผลการทดลองของทางบริษัทที่เกี่ยวกับประสิทธิภาพจากการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น เพื่อเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันที่มีและมีแนวโน้มว่าอาจช่วยต้านทานเชื้อโอมิคอน ได้ โดยทีมวิจัยพบว่าการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น 50 ไมโครกรัม หรือครึ่งโดส ระดับภูมิคุ้มกัน จะเพิ่มขึ้นถึง 37 เท่า !! เมื่อเทียบกับก่อนบูสเตอร์ และหากฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น 100 ไมโครกรัม หรือ เต็มโดส ระดับภูมิคุ้มกันจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 83 เท่าเลยทีเดียว
  • “AstraZeneca” แถลงว่ากำลังทำความเข้าใจ เพิ่มเติมเกี่ยวกับ วัคซีนนี้และผลกระทบต่อวัคซีน และกำลังทดสอบแอนติบอดี้ AZD7442 กับสายพันธุ์ใหม่นี้ และหวังว่าแอนติบอดี้จะยังคงรักษาประสิทธิภาพไว้ได้
  • “Novavax” กล่าวว่าบริษัทได้เริ่มทำงานเพื่อพัฒนาวัคซีน โควิด-19 รุ่น 1 ซึ่งกำหนดเป้าหมายไปที่ไวรัสสายพันธุ์ใหม่โดยเฉพาะ และจะพร้อมสำหรับการทดสอบ และการผลิตในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าในช่วงปี 2022 นี้

และแม้ว่าผลการศึกษาเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันการติดเชื้อโอไมคอน อาจยังไม่เพียงพอที่จะสามารถฟันธงแน่ชัดได้ แต่คำตอบๆ หนึ่งที่เรารู้ก็คือ โอมิครอน ไม่ใช่ไวรัสสายพันธุ์ไร้เดียงสาที่ไม่อันตรายเหมือนที่เราเข้าใจก่อนหน้านี้นะ ! ผู้ที่ติดเชื้ออาจมีได้ทั้งที่ไม่รุนแรง หรือไม่แสดงอาการ หรืออาจก่อโรคร้ายแรง จนถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว นอกจากนี้ การกลับมาใช้ชีวิตหลังคลายล็อกดาวน์ จึงยังต้องให้ความสำคัญกับการดูแลตนเอง ระมัดระวังเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่จะเกิดขึ้นนั่นเอง

โอไมคอนแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว แต่อาจไม่รุนแรง

จากการวิจัยของประธานแพทยสมาคมแห่งแอฟริกาใต้ ระบุว่าผู้ที่ติดเชื้อจากไวรัสโอไมคอน มักจะมีอาการรุนแรงในระดับใกล้เคียงกับไวรัสเดิม นั่นก็คือ อาการที่มีไข้สูง มีอาการปวดกระดูก ปวดกล้ามเนื้ออย่างมาก รวมไปถึงอาการอ่อนเพลียที่มักจะพบกันได้ทั่วไป แต่แตกต่างกันที่ผู้ที่รับเชื้อ โควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน มักจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการได้กลิ่น กับเรื่องของการรับรสชาติอาหาร ซึ่งในขณะนี้ก็ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากไวรัสสายพันธุ์ โอมิครอน จึงพอสรุปได้ว่า ไวรัสโอไมคอนทำให้เกิดโรค ที่มีอาการรุนแรงถึงปานกลาง แต่ไม่ถึงขั้นที่เสียชีวิต

สรุป

ประเทศไทยในตอนนี้กำลังเผชิญกับปัญหาของไวรัส โอไมคอน หรือ โอมิครอน อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้ชีวิตแบบ New Normal กันต่อไป โดยสามารถป้องกันได้ด้วยการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ล้างมือหรือฉีดแอลกอฮอล์บ่อย ๆ รักษาความสะอาดให้ดี และห้ามรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น เพื่อเป็นการป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากเชื้อไวรัสชนิดนี้มากที่สุด เพราะเชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถแพร่กระจายได้รวดเร็ว และติดเชื้อกันได้ง่ายมาก เราจึงต้องดูแลตัวเองและพยายามหาฉีดวัคซีนให้ครบถ้วน 

Lord2movie