ฮิกันบานะ ดอกไม้แห่งความตาย ตามความเชื่อของคนญี่ปุ่น

ฮิกันบานะ มาจากภาษาญี่ปุ่น คือ ひがんばな (彼岸花) / ヒガンバナ / Higanbana โดยคำว่า ฮิกัน จะมาจากการฉลองวันหยุดทางศาสนาพุทธเป็นเวลา 7 วัน ส่วนคำว่า บานะ นั้นหมายถึง ดอกไม้ นั่นเอง โดยในสองช่วงดังกล่าวนั้น คนญี่ปุ่นมักจะกลับไปทำความเคารพหลุมศพของบรรพบุรุษตัวเอง คล้าย ๆ กับวันเชงเม้งที่คนไทยมักจะรู้จักกันอย่างแพร่หลายนั่นเอง นอกจากนี้ ฮิกัน บานะ เป็นดอกไม้ที่มักจะใช้ปลูกกันในบริเวณสุสานหรือหลุมฝังศพ มาตั้งแต่ยุคสมัยโบราณ เพื่อป้องกันไม่ให้บรรดาสัตว์ทั้งหลายมาคุ้ยเขี่ยศพที่ฝังเอาไว้ด้านล่าง เห็นดอกจะสวยงามขนาดนี้ แต่ใครจะไปรู้ว่าดอกไม้ชนิดนี้มีพิษสงร้ายกาจเอามาก ๆ ถึงขนาดที่ว่าในสมัยก่อน ตอนที่ชาวบ้านเกิดภาวะอดอยาก เขาก็มักจะเก็บผลหมากรากไม้ต่าง ๆ มารับประทานรวมกัน รวมถึงเจ้าดอกไม้ชนิดนี้ด้วย แต่เนื่องจากส่วนดอกมันมีพิษ หากล้างไม่ดีแล้วพิษยังหลงเหลืออยู่เมื่อกินเข้าไปแล้ว อาจจะเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน อัมพาต และหนักสุดอาจถึงขั้นเสียชีวิตเลยทีเดียว !! ทำให้หลาย ๆ คน จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหลาย ๆ คนถึงติดภาพกันไปแล้วว่าดอกไม้ชนิดนี้นั้นน่ากลัว

สำหรับชื่อภาษาอังกฤษของดอกฮิกันบานะนั้นก็ดูกุ๊กกิ๊กน่ารัก โดยมีชื่อว่า “Red Spider Lilly” ซึ่งคาดว่าน่าจะตั้งตามลักษณะของมันเพราะว่าดอกฮิกันก็มีลักษณะคล้าย ๆ กับแมงมุมสีแดงจริง ๆ ด้วย และยังมีชื่อในวงการอย่างอื่นอีก ตัวอย่างเช่น ชิบิโตะบานะ (死人花) แปลว่า ดอกไม้คนตาย และ จิโกคุบานะ แปลว่า ดอกไม้นรก และ คิทสึเนะบานะ (狐花: ดอกไม้จิ้งจอก) , สุเตโกะบานะ (捨て子花: ดอกไม้เด็กกำพร้า), ยูเรบานะ (幽霊花: ดอกไม้วิญญาณ) และ คามิโซริบานะ (剃刀花: ดอกใบมีดโกน)  นอกจากนี้ ดอกฮิกันมักจะบานในช่วงวันสารทวิษุวัท ซึ่งคือการเปลี่ยนแปลงจากฤดูร้อน เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง แถมยังเป็นเวลาวันที่กลางวัน และกลางคืนยาวนานเท่ากัน โดยจะอยู่ที่ประมาณวันที่ 22-23 กันยายน ของทุก ๆ ปี นั่นเอง

ฮิกันบานะ

ความหมายของดอก ฮิกันบานะ แต่ละสี

และด้วยทฤษฎีต่าง ๆ ของดอก ฮิกันบานะ มีการป้องกันตัวตามปกติของดอกไม้และพืชพรรณทั่วไป ธรรมชาติมักจะมอบพิษสงไว้ให้ดอกฮิกันมากมาย เช่น ส่วนดอก จะเต็มไปด้วยสารพิษแอลคาลอยด์ (Alkaloids) ซึ่งหากรับประทานไปแล้วจะเกิดอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือบางรายหากได้รับในปริมาณมาก ๆ ก็อาจจะมีอาการท้องร่วง ตัวสั่น น้ำลายฟูมปาก หรือถ้ามีอาการแพ้เฉียบพลันก็อาจจะถึงขั้นเป็นอัมพาตและเสียชีวิตเลยทีเดียว ทำให้ในอดีตในยุคที่ชาวบ้านอดอยากจึงจำเป็นต้องนำดอกฮิกันมารับประทาน และทำให้เกิดโศกนาฏกรรมมากมายเพราะการบริโภคดอกไม้ชนิดนี้เข้าไป และกลายมาเป็นที่มาอีกประการหนึ่ง ของการปลูกดอกฮิกัน เพื่อไว้อาลัยแก่ผู้ตายอีกด้วย โดยดอกฮิกันนั้นจะมีสีแดงน่าสะพรึงกลัว แต่ก็ยังมีสีอื่น ๆ ที่มีความหมายเศร้า ๆ แตกต่างกันไปอีกด้วย ดังนี้

  • สีแดง หมายถึง ความคลั่งไคล้ ฉันจะคิดถึงเพียงคุณเท่านั้น การกลับมาพบกันใหม่ และการยอมแพ้
  • สีขาว หมายถึง ฉันคิดถึงคุณ และเฝ้ารอวันที่จะกลับมาพบกันอีกครั้ง
  • สีเหลือง หมา่ยถึง ความคิดถึง หรือหวนระลึกถึงความหลัง

ตำนานสยองขวัญของ ดอกฮิกังบานะ

มีเรื่องเล่าของ ดอกฮิกังบานะ สีเลือดว่าในแดนสวรรค์มีเทพี แห่งดวงอาทิตย์ และมีเทวาอารักษ์ดอกไม้ต่างๆอยู่ในอำนาจ ของเทพีดวงอาทิตย์ซึ่งมีนามว่า “อามะเทราสึ” ต่อมาได้มีเทวาอารักษ์คู่หนึ่ง ต่างก็ตกหลุมรักกันและขอ เทพีอามะเทราสึ ให้ตนทั้งคู่ได้ดูแลดอกฮิกันบานะร่วมกัน แต่ความรักของ เทวาอารักษ์ผิดกฎสวรรค์ทำให้เทพีอามะเทราสึ โกรธเป็นอย่างมาก จึงสาปให้ทั้งคู่ไปเกิดเป็นดอกไม้ บนโลกและทำให้พลัดพรากจากกันชั่วนิรันดร์ ทำให้เทวดาอารักษ์ตนหนึ่งได้มาเกิดเป็น ดอกฮิกังบานะ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ในการพลัดพรากลาจากและมักจะถูกปลูกไว้ในหลุมศพ ในขณะที่เทวาดาอีกตนได้เกิดเป็นดอก มันจูซาเกะ มีลักษณะดอกเหมือนกับ ดอกฮิกัน แต่จะมีดอกสีขาวมักจะปลูกไว้ในวัดหรือศาลเจ้าต่างๆเป็นสัญลักษณ์ของ ความมงคล จึงทำให้ทั้งคู่ไม่ได้กลับมาพบกันอีก แม้จะเกิดบนโลกเหมือนกันก็ตาม

พาเที่ยวชมสวน ดอกไม้แห่งความตาย ที่ประเทศญี่ปุ่น

เห็นแบบนี้ ดอกไม้แห่งความตาย ก็มีช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชมด้วยนะ พอถึงเวลาของมัน ดอกฮิกันก็จะบานสะพรั่ง และกลายเป็นสีแดงเข้มให้ทุกคนได้ชื่นชมความงามของมัน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งทิวทัศน์ที่สวยงามในประเทศญี่ปุ่น ดังนั้นหากไปเที่ยวญี่ปุ่นก็ต้องหาโอกาสไปดูให้ได้สักครั้งในชีวิต โดยเราจะมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถเพลิดเพลิน ไปกับการชมความงามของดอกฮิกันได้ ทั้ง 6 สถานที่เลยทีเดียว โดยจะมีที่ไหนบ้างนั้น ไปดูกันเลย

  1. สวนสาธารณะคินชาคุดะ-มันจูชาเกะ (ไซตามะ) ที่เป็นงานเทศกาลชมดอกฮิกันที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเทศกาลนี้ตั้งอยู่ในจังหวัด ไซตามะ โดยงานจะจัดตั้งแต่กลางเดือนกันยายน จนถึงปลายเดือนกันยายน โดยจะจัดขึ้นในสวนสาธารณะ คินชาคุดะ-มันจูชาเกะ โดยจะมีดอกฮิกันให้ได้ชมกันถึง 5 ล้านดอกที่บานสะพรั่งพร้อมให้นักท่องเที่ยวได้รับชมเลยทีเดียว !! 
  2. สวนสาธารณะกองเกนโด (ไซตามะ) เป็นอีกหนึ่งแลนมาร์คไว้สำหรับชมดอกไม้ฮิกันในจังหวัดไซตามะ เพราะที่นี่เป็นจุดชุมดอกซากุระที่มีชื่อเสียงมากในแถบคันโต แต่เมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วง ก็จะมีดอกฮิกันประมาณ 5 ล้านดอกที่บานสะพรั่งปกคลุมจนทั่วทั้งสวน ทำให้สวนถูกย้อมกลายเป็นสีแดงสดสวยงาม โดยเทศกาลชมดอกฮิกันนี้จะจัดในช่วงกลางเดือนกันยายน ไปจนถึงต้น ๆ เดือนตุลาคมเลย
  3. สวนชิบะริคิว (โตเกียว)  ในโตเกียว คุณสามารถชมดอกไม้ชนิดนี้ในเมืองหลวงของญี่ปุ่นได้และเพลิดเพลินไปกับบรรดาตึกระฟ้าในโตเกียวได้เช่นกัน โดยสวนชิบะริคิวนั้น หากย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์มันเคยเป็น หนึ่งในสวนของไดเมียว ในสมัยเอโดะ แต่ในปัจจุบันบริเวณรอบ ๆ สวน ก็มีตึกอาคารสูงตระหง่านตั้งอยู่มากมาย และพอถึงเวลาฤดูใบไม้ร่วง ก็มักจะมีดอกฮิกังบานสะพรั่งมากมาย กลายเป็นภูมิทัศน์ที่แปลกตาอีกหนึ่งแห่งที่น่าไปเยือนเพราะเป็นพื้นที่ของความแตกต่างระหว่างความเป็นเมือง กับความเป็นธรรมชาติ ที่มาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว
  4. สวนสาธารณะโคอิชิกาว่าโคระกุ (โตเกียว) สวนสาธารณะนี้ถูกสร้างขึ้นในยุคเอโดะ ช่วงปี 1629 และสร้างขึ้นโดย โทคุกาวะ โยริฟุสะ บรรพบุรุษของคุณมิโตะ ซึ่งสวนแห่งนี้มีพื้นที่ถึง 70,847.17 ตารางเมตรเลยทีเดียว และจะให้อารมณ์คล้าย ๆ กับ สวนชิบะริคิว เพราะว่าเป็นสวนที่ตั้งอยู่กลางเมืองหลวงอย่าง โตเกียว เช่นเดียวกัน ทำให้เราสามารถเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศของยุคเอโดะ ในใจกลางเมือง ได้ และเป็นสถานที่ที่ผู้คนมักจะมาเดินเล่น ถ่ายรูปเล่น และเดินชมดอกฮิกังบานะกัน
  5. โชวะ เมมโมเรียล พาร์ค (โตเกียว) สถานที่แห่งนี้เป็นอีกหนึ่งในสวนสาธารณะที่ได้ถูกรับเลือกให้เป็น 1 ใน 100 ของสวนสาธารณะที่มีชื่อเสียงในญี่ปุ่น โดยจะมีพื้นที่ประมาณ 1,800,000 ตารางเมตร หรือประมาณ 40 เท่าของโตเกียวโดมเลยทีเดียว !! และเนื่องจากที่นี่มีดอกไม้บานสะพรั่งอยู่ตลอดทั้งปี และตลอดทั้ง 4 ฤดู ทำให้ไม่ว่าจะมาในช่วงไหนก็จะได้รับชมวิวทิวทัศน์และดอกไม้สดใสสวย ๆ กันตลอดทั้งปี
  6. เลียบแม่น้ำโคอิเดะ โดยแม่น้ำโคอิเดะนั้นเป็นสายน้ำที่ค่อนข้างยาว โดยครอบคลุมและไหลผ่านเมืองฟูจิซาวะ เมืองชิงาซากิ และเมืองซามุคาวะ และจะมีดอก ฮิกัง บานะ ตามทางกว่า 3 กิโลเมตรเลยทีเดียว และเมื่อถึงช่วงฤดูที่ดอก ฮิกัง บานะ บานตามทางเลียบน้ำก็เต็มไปด้วยสีแดงสดใส  ทำให้เราสามารถเดินชมได้อย่างเพลิดเพลินเลยทีเดียว นอกจากนี้ที่เลียบแม่น้ำโคอิเดะยังมี ดอกฮิกังสีขาว ให้ได้ชมกันอีกด้วยนะ

ลักษณะโดยทั่วไปของ ดอกฮิกัง บานะ

ดอกฮิกัง บานะ เป็นไม้ยืนต้นโป่ง ปกติจะออกดอกก่อนที่ใบจะปรากฏเต็มที่บนลำต้นสูง 30–70 เซนติเมตร (12–28 นิ้ว) ใบมีด้านขนาน กว้าง 0.5–1 ซม. (1⁄4–3⁄8 นิ้ว) มีแถบตรงกลางสีซีดกว่า มีลักษณะเป็นดอกไม้สีแดงที่ถูกจัดเป็นพุ่ม ดอกไม้แต่ละดอกมีลักษณะแตกต่างกันไป มีปล้องแคบ ๆ โค้งไปข้างหลังและมีเกสรตัวผู้ยื่นยาว และค้นพบว่าพบเจอดอกฮิกันครั้งแรกในประเทศจีน แต่จะได้รับชื่อเสียงทางด้านวัฒนธรรมในประเทศญี่ปุ่นเสียมากกว่า และค้นพบว่ามีการนำดอก Red Spider Lily นี้ไปปลูกในแถบประเทศอเมริกาและอื่น ๆ ซึ่งจะได้สายพันธุ์ใหม่ออกมาเป็นสายพันธุ์ triploids ซึ่งไม่มีความสม่ำเสมอกันเท่าพันธุ์ triploids ของญี่ปุ่น

โดยจากทางประวัติศาสตร์แล้ว ดอกฮิกัง บานะ ได้ถูกนำไปปลูกในสหรัฐอเมริกาในปี 1854 เมื่อมีการเปิดท่าเรือของญี่ปุ่นเพื่อทำการค้ากับสหรัฐอเมริกา โดยกัปตัน วิลเลียมส์ โรเบิร์ต ที่เป็นกัปตันผู้ชื่นชอบทางด้านพฤษศาสตร์ ได้นำดอก ฮิกัง บานะ ไปให้หลานสาวปลูก และพบว่าดอกไม้ชนิดนี้จะไม่บานจนกระทั่งหลังฝนตก และจะบานในช่วงฤดูใบไม้ร่วง หลังจากนั้นก็มีการปลูกอย่างแพร่หลายใน นอร์ทแคโรไลนา เท็กซัส โอคลาโฮมา และรัฐทางใต้อื่น ๆ ของสหรัฐอเมริกา

ดอกไม้ ฮิกัน บานะ ที่มักจะพบในการ์ตูนอนิเมะ

ดอกไม้ ฮิกัน บานะ ที่เรามักจะเห็นบ่อย ๆ กันในการ์ตูนอนิเมะของญี่ปุ่น เรียกได้ว่าเป็นดอกไม้แห่งความตายหรือโลกหน้าที่คนญี่ปุ่นมักจะมองว่าน่ากลัว และยังมีความหมายในเชิงความรู้สึกว่า ฉันจะคิดถึงเพียงคุณเสมอ รอวันที่จะได้กลับมาพบกันอีก โดยรวม ๆ แล้วจะมีความหมายเกี่ยวกับการหลงใหลในความรักอีกด้วย รวมถึงความคิดถึงที่ยังวนเวียนอยู่เสมอ และการรอคอยเพื่อพบกันอีกครั้ง เมื่อคิดถึงความรู้สึกเหล่านี้โดยรวม ๆ แล้วก็คือความรู้สึกต่อผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว และเกี่ยวข้องกับความตาย ทำให้คนญี่ปุ่นมักจะปลูกดอกไม้ชนิดนี้ไว้รอบ ๆ หลุมศพ และให้ความรู้สึกที่โศกเศร้าเมื่อเห็นดอกไม้ชนิดนี้

ทำให้สื่อของประเทศญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นหนัง หรือ การ์ตูนอนิเมะมักจะเอาภาพของ ดอกไม้ ฮิกัน บานะ มาใช้เป็น symbolics บางอย่างเพื่อสื่อความหมายทางสัญลักษณ์เกี่ยวกับ ความรัก ความตาย โลกหน้า และความคิดถึง ยกตัวอย่างเช่น การ์ตูนเรื่อง ดาบพิฆาตอสูร ได้นำเอาดอกไม้ชนิดนี้มาเป็นสัญลักษณ์หลักภายในเรื่อง เพราะดอกฮิกันฯ สามารถทำให้ มุซัน หรือตัวร้ายหลักของเรื่องที่เป็นอสูรสามารถเป็นอำมตะและเป็นอสูรที่สามารถใช้ชีวิตในตอนกลางวันได้หากมีดอกฮิกังบานะสีน้ำเงิน สื่อให้เห็นว่าดอกไม้ชนิดนี้มีความสำคัญอะไรบางอย่างกับคนที่ตายไปแล้ว หรือคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกหลังความตายนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีการปรากฏอยู่ในการ์ตูนอนิเมะชื่อดังอีกหลาย ๆ เรื่อง เช่น อินุยาฉะ เทพอสูรจิ้งจอกเงิน และ Tokyo Ghoul เป็นต้น

สรุป

โดยสรุปแล้วดอกไม้ ฮิกันบานะ ก็เป็นดอกไม้ที่มีความสวยสดใสงดงามเหมือนอย่างเช่นดอกไม้ชนิดอื่น ๆ เพียงแค่อาจจะมีความหลังที่น่าเศร้าเพราะได้สร้างโศกนาฏกรรมให้คนมากมายโดยที่คนเหล่านั้นอาจจะไม่รู้จักธรรมชาติดีพอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ดอกไม้ชนิดนี้กลายมาเป็น ‘ดอกไม้แห่งความตาย’ ที่ใคร ๆ ต่างหวาดกลัวและมีภาพจำที่ไม่ค่อยดี เป็นดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์คู่กับความตาย ซึ่งโดยรวมแล้วดูเป็นความสวยงามที่มีความเศร้าปนแฝงอยู่ด้วย เพราะเป็นดอกไม้ที่ผู้คนมักจะนำไปวางบนหลุมศพนั่นเอง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นดอกไม้ที่มีความหมายที่่ดีมาก ๆ เนื่องจากเป็นสัญลักษณ์ที่สามารถทำให้เราระลึกถึงคนที่จากไปแล้วได้อีกด้วย

บทความวาไรตี้แนะนำ โอนลี่แฟน อาชีพทำเงินสำหรับคนยุคใหม่บนเว็บไซต์ชื่อดัง

Lord2movie